Tuesday, March 30, 2010

Lost page - Windows 2008 Initial configuration task

เมื่อเราลง Windows 2008 ใหม่ ๆ จะปรากฏหน้าจอ Windows 2008 Initial configuration task ขึ้นมาเพื่อให้เราสามารถทำ Post installation ได้สะดวก ซึ่งเป็น Tools ที่ใช้งานง่ายมาก ๆ สำหรับ Admin มือใหม่ อย่างผม
ดูรูปแล้วกันว่า น่าใช้ไหม


แต่บางครั้ง เราอาจจะเผลอลืม กด Checkbox เพื่อไม่ให้แสดงหน้านี้อีก อาจเป็นเพราะว่า ในตอนนั้นเราเซทไปเรียบร้อยแล้ว หรือด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ทีนี้ ถ้าเราอยากจะได้หน้าจอนี้กลับมาเหมือนเดิมล่ะ จะทำอย่างไร

จากการทดลองหาอยู่นานสองนาน ในที่สุดผมก็พบว่า ถ้าต้องการเรียกหน้าจอ Windows 2008 Initial configuration task ขึ้นมาอีกครั้ง เราให้ทำตามขั้นตอนดังนี้

1. ไปกดปุ่ม Start ตามด้วย Run
2. พิมพ์คำสั่ง Oobe.exe แล้วกด Enter

จะเป็นการเรียกหน้าจอ Windows 2008 Initial configuration task ขึ้นมาแสดงผลให้เราเห็นครับ

Monday, March 22, 2010

Squid Configuration - How to build simple Proxy Server

Proxy server เป็น Server ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีคุณสมบัติดังนี้

1. Bandwidth management
ทำหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูลของหน้าเวบเพจต่าง ๆ ที่ผู้ใช้งานเรียกใช้ และนำมาแสดงผลให้ผู้ใช้คนอื่น ๆ ถ้าเรียกไปยังเวบเดียวกันในช่วงเวลาไม่นานนักหลังจากที่มีการเรียกใช้ไปแล้วครั้งแรก โดยที่ไม่ต้องออกไปที่เวบนั้นบ่อย ๆ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการประหยัด Bandwidth ที่ใช้งานนั่นเอง
2. Authentication
เราสามารถที่จะเก็บข้อมูลการเข้าไปใช้งาน Internet ของผู้ใช้ได้ ว่า ผู้ใช้งานเข้าใช้งานเวบไซท์ไหนมากที่สุด และในช่วงเวลาใดบ้าง รวมถึงการทำ Authentication ก่อนเข้าใช้งานเวบไซท์ ต่าง ๆ ได้ด้วย เพื่อที่จะสามารถระบุตัวตนของคนที่เข้าไปใช้งานเวบไซท์ต่าง ๆ ได้
3. Restriction
สามารถที่จะ Block เวบไซท์ที่ไม่ต้องการให้ผู้ใช้งานเข้าไปใช้งานได้

Package สำหรับการทำ Proxy server ที่เป็นที่นิยมมากตัวหนึ่งคือ Squid ปัจจุบันเป็น Version 3 แล้ว

สิ่งที่ต้องเตรียมการ :
1. Computer สำหรับทำเป็น Proxy server 1 เครื่อง
2. OS Installation สามารถเข้าไปดูได้ที่ หรือจะทำเองก็ได้ ตามใจชอบ
http://itprosolution.blogspot.com/2010/01/debian-5-minimal-installation-part-1.html
http://itprosolution.blogspot.com/2010/01/debian-5-minimal-installation-part-2.html
http://itprosolution.blogspot.com/2009/08/debian-5-post-installations.html

ขั้นตอนการติดตั้ง (Debian only ถ้าใช้ Distro อื่น ๆ ก็คล้าย ๆ กัน)
1. ติดตั้ง squid3 โดยใช้ Aptitude

aptitude install squid3

2. แก้ไขไฟล์/etc/squid3/squid.conf

Configuration file (/etc/squid3/squid.conf)

auth_param basic program /usr/lib/squid3/squid_ldap_auth -v 3 -b "ou=user,o=ldap.example.com" -f "uid=%s" 1.1.1.1 #ถ้าไม่ทำ Authen หรือถ้าไม่มี LDAP Server ก็ไม่ต้องใส่

auth_param basic children 5
auth_param basic realm Web-Proxy
auth_param basic credentialsttl 1 minute

acl ldap-auth proxy_auth REQUIRED #ถ้าไม่ทำ Authen หรือถ้าไม่มี LDAP Server ก็ไม่ต้องใส่


http_access allow ldap-auth #ถ้าไม่ทำ Authen หรือถ้าไม่มี LDAP Server ก็ไม่ต้องใส่ให้ใส่ว่า http_access allow all แทน
http_access deny all #ถ้าไม่ทำ Authen หรือถ้าไม่มี LDAP Server ก็ไม่ต้องใส่


http_port 7890 # อันนี้เป็น port ของ Proxy เปลี่ยนได้นะ จะเอา 8080 ก็ได้

hierarchy_stoplist cgi-bin ?


cache_mem 1024 MB
maximum_object_size_in_memory 8 MB
memory_replacement_policy heap LFUDA
ipcache_high 95
ipcache_low 90

cache_dir aufs /var/spool/squid3 2048 16 256
maximum_object_size 32 MB
cache_replacement_policy heap LFUDA
store_dir_select_algorithm round-robin
cache_swap_high 95
cache_swap_low 90

ie_refresh on
vary_ignore_expire on

cache_access_log /var/log/squid3/access.log squid
cache_log /var/log/squid3/cache.log
cache_store_log none
logfile_rotate 90
pid_filename /var/run/squid3.pid
buffered_logs off
strip_query_terms off

pipeline_prefetch on

ftp_passive on
ftp_sanitycheck on

#cache deny QUERY
quick_abort_min 0 KB
quick_abort_max 0 KB

refresh_pattern -i \.(asp\?|aspx\?|php\?) 0 20% 720
refresh_pattern -i \.(asp|aspx|php)$ 0 20% 720
refresh_pattern -i \.(jpg|gif|jpeg|png|css|js|bmp|tif|tiff|xbm|png|swf)$ 0 100% 14400
refresh_pattern -i \.(exe|zip|gz|arj|lha|lzh|rar|tgz|tar|Z)$ 4320 80% 43200 override-lastmod reload-into-ims ignore-reload
refresh_pattern ^ftp: 1440 20% 10080
refresh_pattern . 0 20% 4320

prefer_direct on

half_closed_clients off

cache_mgr taveesak@gmail.com
visible_hostname http://itprosolution.blogspot.com



เสร็จแล้ว อย่าลืม Restart Squid ล่ะ

/etc/init.d/squid3 restart

เวลาใช้งานทำได้ 2 แบบคือ

1. ถ้ามี Firewall อยู่ในองค์กร ก็ตั้งให้ใครที่จะออกไปยัง Port 80 ให้วิ่งผ่านมาที่ Proxy server นี้อย่างเดียว
2. ถ้าไม่มี Firewall ก็เข้าไปตั้งค่า Proxy server ใน Browser ให้ชี้้มาที่ Proxy server ตัวนี้ วิธีการก็ลองเข้าไปหาดูใน Google นะ



#Code Reference : http://www.linuxthai.org/forum/index.php?topic=472.0

Monday, February 8, 2010

ใช้ Splunk 3 มา monitor Vmware Esxi4

หลังจากที่ใช้ splunk มาได้ซักระยะหนึ่ง ก็เริ่มรู้สึกว่า ชีวิตมันง่ายขึ้น สำหรับเรื่องของการดู log จากอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็เลยคิดว่า แล้วถ้าเป็น vmware ล่ะ ก็คงจะมีการส่ง log เหมือน ๆ กันนั่นละ อย่ากระนั้นเลย หาวิธีที่จะทำให้ Splunk สามารถ monitor log ของ vmware ดีกว่า

สิ่งที่ทำเป็นอันดับแรก คือเข้าไปดูข้อกำหนดต่าง ๆ ที่มีคนทำมากันแล้ว ปรากฏว่า มีคนทำ Splunk Application สำหรับ monitor vmware log เลย แต่เป็น esx3.0 และทำบน Splunk V.3 เท่านั้น ซึ่งปัจจุบัน Splunk 3 ก็ยังมีให้โหลดอยู่ แต่เรื่องจาก vmware ที่ผมมีอยู่ กลับกลายเป็นว่า เป็น esxi 4.0 ซึ่งเป็น เวอร์ชั่นใหม่กว่า แต่คิดว่า คงไม่เป็นไรครับ อย่างนี้คงต้องลองล่ะ โดยไม่รอช้า เราก็จะเริ่มทำการทดสอบกันเลย

Test Environment

Debian 5.0 operating system
Splunk 3.4.9 เวอร์ชั่นประจำตัว (จริง ๆ มีเวอร์ชั่นใหม่กว่านี้นะ จะเป็น 3.4.12 ใครจะใช้ก็ได้ แต่ผมชอบเวอร์ชั่นนี้ครับ)
VMware Esxi 4.0 ที่มี Guest OS run อยู่ข้างใน (ใช้งานอยู่นั่นเอง)

Configuration

1. เริ่มโดยการสร้าง OS ขึ้นมาก่อน โดยลง OS เป็น Debian 5.0 แล้วสั่ง update ครับ สำหรับวิธีการลง ให้หาอ่านในเรื่องก่อน ๆ ครับ

2. Download Splunk 3.4.9 จากหน้าเวบ Splunk แต่ถ้าใครไม่อยากเปิดหน้าเวบ ก็ copy link ไปแปะที่ console ของ OS ได้เลย แต่ต้องลง wget ก่อนนะ ถึงจะใช้ได้

wget 'http://www.splunk.com/index.php/download_track?file=/3.4.6/linux/splunk-3.4.6-51113-linux-2.6-intel.deb&ac=&wget=true&name=wget&typed=releases'

3. install splunk โดยพิมพ์ว่า dpkg –i splunk…..(กด tab ดูเอาเองครับ)

4. install java runtime โดยพิมพ์ว่า aptitude install sun-java6-jre

5. ทดสอบว่า install java เรียบร้อยแล้วหรือยัง โดยพิมพ์ว่า

java -version

6. Download Splunk app for vmware จาก

http://www.splunk.com/view/vmware-virtualization/SP-CAAADPN

เอามาวางไว้ที่เครื่อง

7. แตกไฟล์ออกมา จะได้ folder ชื่อ vmware

8. นำ folder vmware ไปวางไว้ที่ /opt/splunk/etc/apps

9. เข้าไปแก้ไฟล์ /opt/splunk/etc/apps/vmware/default/vmware.conf

url=https:// /10.1.1.1/sdk #ให้ใส่ IPaddress ของ vmware server ครับ
username=/user1 # ใส่ username ที่ใช้เข้า vmware server ครับ
Password=/pass1 # ใส่ password ที่ใช้เข้า vmware server ครับ

10. Set environment สองค่า


# export SPLUNK_HOME=/opt/splunk
# export PYTHONPATH=/opt/splunk/lib/python2.5
(บางคนอาจจะต่างจากนี้ ให้ตรวจสอบก่อนว่า มี folder ประมาณนี้อยู่หรือไม่ )

11. ทดสอบ ว่า App ทำงาน หรือไม่ โดยพิมพ์ดังนี้


# cd /opt/splunk/etc/apps/vmware
# java –jar lib/splunk.jar


ซึ่งถ้า app ทำงานเป็นปกติ ก็จะไม่ขึ้นข้อความ error ใด ๆ

12. สั่ง restart splunk โดยพิมพ์ว่า

# /opt/spunk/bin/splunk restart

เมื่อเราเข้าไปดูที่หน้าจอ ก็จะพบว่า มี App ของ Splunk run อยู่แล้ว ดังรูป



และเมื่อคลิก Drop down list ที่ Dashbaord จะพบ หน้า Dashboard ของ vmware ต่าง ๆ ดังรูป



เมื่อลองเข้าไปคลิก ๆ ดู ก็จะแสดงผลดังรูป



Test Summary and problem

อย่างที่บอกตั้งแต่แรกว่า App นี้ถูกเขียนมาสำหรับ monitor vmware esx3.0 ดังนั้น เมื่อเรานำมาใช้กับ Esxi4.0 คุณสมบัติบางอย่างจึงไม่สามารถใช้งานได้ครับ แต่ส่วนใหญ่ก็จะใช้งานได้ดีครับ

หลังจากที่ลองกับ Splunk 3 แล้ว ผมก็เลยลองใช้กับ Splunk 4 บ้าง ซึ่งผลก็ปรากฏว่า App ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ดังรูป



เมื่อคลิกเข้า App ก็จะเจอ error ดังรูปครับ




อ้างอิง : http://www.splunk.com/view/vmware-virtualization/SP-CAAADPN

Friday, February 5, 2010

VI เทคนิควันนี้

ใน vi

ถ้าเราต้องการลบ ข้อมูลเป็นบรรทัด เรา ก็สั่ง dd

และถ้าเราต้องการลบ ข้อมูลหลาย ๆ บรรทัด เช่น ลบซัก 10 บรรทัด เรา ก็สั่ง 10dd

หรือ ถ้าเราต้องการลบ จากบรรทัดที่เราอยู่ ไปจนถึงท้ายไฟล์ ก็สั่ง dG

แต่ถ้า ถ้าเราต้องการลบ จากบรรทัดที่เราอยู่ ไปจนถึงต้นไฟล์ ก็สั่ง d1G

atftp กับ xinetd

เมื่อวาน ทดสอบลง nagios plugins กับเครื่องที่ใ้ช้งาน atftp อยู่

ตอนลงก็ไม่ติดอะไร ทำไปได้เรื่อย ๆ จนสำเร็จ สามารถส่งข้อมูลไป nagios server ได้แล้ว

พอรุ่งขึ้น ปรากฏว่า มีปัญหาว่า ทำไมอุปกรณ์ network ถึง tftp เข้ามาที่ server ตัวนี้ไม่ได้

พอเข้ามาดูที่ Server ปรากฏว่า atftp service ได้ปิดตัวเองไป

จึงคาดว่า ปัญหาน่าจะเกิดจาก xinetd แน่ ๆ อย่ากระนั้นเลย

โดยไม่รอช้า ไหน ๆ เราก็ลง xinetd ซะแล้ว ก้ให้เอา atftp ไปวางไว้ใน xinetd ซะ

หลังจากเอา config ไปวาง แล้ว restart xinetd

ก็สามารถมองเห็น port UDP/69 เปิดแล้ว

ดีใจขึ้นนิด ก็ลองสั่งให้อุปกรณ์ network ส่ง tftp เข้ามา

ผลปรากฏว่า นิ่งสนิท

อุปกรณ์สามารถติดต่อกับ tftp server ได้ แต่ไม่สามารถส่งข้อมูลเข้ามาได้

ก็ลองเซทอยู่หลายวิธี ยังไงก็ไม่ได้

ท้ายสุด ก็ต้องหาวิธี แยก atftp service ออกมาจาก xinetd

ในเวบก็ไม่มีบอกไว้ ก็ลองเข้าไปดูใน manual

วิธีการก็คือ

รัน command atftpd --daemon /srv/tftp

จากนั้นลองอีกที คราวนี้ แน่นอน อุปกรณ์ network สามารถส่งtftp เข้ามาได้แล้ว

ปัญหานี้ได้ถูกแก้ไขแ้้ล้วครับ

Wednesday, February 3, 2010

Compile NRPE ไม่ผ่าน

เวลาที่เรา Install NRPE บน Linux เมื่อเราสั่ง make all แล้วพบว่า เกิด error ขึ้นว่า


/root/nrpe-2.12/src/nrpe.c:244: undefined reference to `get_dh512'


ให้เราทำดังนี้

1. ติดตั้ง openssl โดยการใช้คำสั่ง aptitude install openssl
2. พิมพ์คำสั่ง openssl dhparam -C 512 ลงไป
3. ระบบจะ print ข้อความออกมา เป็น C Code ประมาณนี้

DH *get_dh512()
{
static unsigned char dh512_p[]={
0xC8,0xBD,0x70,0xCF,0x64,0x58,0x42,0x0D,0x82,0x95,0x90,0x1A,
0x58,0xA3,0xF9,0xE0,0x67,0x7D,0xDD,0x08,0xB6,0x32,0xC2,0x45,
0x8C,0x7E,0x64,0x11,0x05,0xCC,0x8B,0x5B,0x2C,0x1F,0xFF,0x9A,
0x39,0x0A,0x3B,0x53,0xFA,0x1C,0x85,0xAE,0xFA,0x85,0x52,0x7D,
0x6C,0xEA,0x31,0xAF,0xBB,0x88,0x0E,0xB0,0x94,0x72,0x28,0x75,
0x00,0x55,0x25,0x3B,
};
static unsigned char dh512_g[]={
0x02,
};
DH *dh;

if ((dh=DH_new()) == NULL) return(NULL);
dh->p=BN_bin2bn(dh512_p,sizeof(dh512_p),NULL);
dh->g=BN_bin2bn(dh512_g,sizeof(dh512_g),NULL);
if ((dh->p == NULL) || (dh->g == NULL))
{ DH_free(dh); return(NULL); }
return(dh);
}

4. copy code นี้เอาไว้ จากนั้นให้เอาไปวางไว้ในพาธ include/dh.h ที่อยู่ใน folder nrpe
5. ลองสั่ง make all ใหม่อีกครั้ง



ที่มา :http://www.linuxquestions.org/questions/linux-software-2/nagios-nrpe-undefined-reference-to-getdh512-613815/

10 ภัยคุกคามด้านความปลอดภัยสารสนเทศ ที่จะเห็นในปี 2010


1. Malware

จัดได้ว่า เป็นภัยคุกคามอันดับต้น ๆ ของปีที่แล้วเลยทีเดียว มีหลายวิธีที่จะติดตั้งมัลแวร์ลงบนระบบ ซึ่งรวมถึงการติดตั้งมัลแวร์ผ่านทางช่องโหว่ของซอฟท์แวร์ต่าง ๆ

2. Malicious insiders

ภัยคุกคามประเภทนี้เริ่มมากขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจขาลง เนื่องจากการที่ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง พยายามที่จะแฮกเข้าไปในระบบที่เข้าทำงาน หรือเคยทำงาน ซึ่งปกติแล้ว เราไม่มีทางกำจัดการโจมตีแบบนี้ให้หมดไปโดยสิ้นเชิง แต่ด้วยการนำนโยบายด้านความปลอดภัยสารสาเทศมาใช้ จะเป็นการจำกัดความพยายามและลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการโจมตีแบบนี้้ได้

3. Exploited vulnerabilities

โค้ดที่ใช้ในการโจมตีช่องโหว่ของระบบ เป็นหัวใจหลักในการโจมตีระบบเลยทีเดียว ระบบต่าง ๆ จะถูกโจมตีได้ง่ายมาก ๆ หากยังมีช่องโหว่ที่ยังไม่ได้ถูกปิด

4. Careless employees

พนักงานที่ไม่ได้รับการอบรมให้มีความรู้ในงาน หรือขาดความเอาใจใส่ต่อระบบ เป็นภัยคุกคามที่น่ากลัวมาก ซึ่งการโจมตีที่เกิดจากบุคคลภายใน แบ่งออกได้ สามประเภทคือ
1. พนักงานที่ไม่ได้รับการอบรมให้มีความรู้ในงาน หรือขาดความเอาใจใส่ต่อระบบ
2. พนักงานที่ถูกหลอกจาการใช้เทคนิค Social engineering
3. พนักงานที่ถูกเลิกจ้าง หรือถูกไล่ออกไปก่อนหน้านี้
การป้องกันระบบ จะต้องพิจารณาการโจมตีแบบนี้ ซึ่งอาจจะนำนโยบายมาประยุกต์ใช้ หรือการอบรมพนักงานให้มีความรู้ เพื่อลดความเสี่่ยงในส่วนนี้

5. Mobile devices

อุปกรณ์มือถือ ที่ใช้งานอย่างแพร่หลายในปัจจุบันนั้น มีมัลแวร์ หรือ worm บางประเภทที่โจมตีอุปกรณ์ประเภทนี้โดยเฉพาะ เช่น iPhone worm สามารถที่จะขโมยบัญชีธนาคารที่อยู่ใน iPhone และทำให้อุปกรณNนั้นกลายเป็น botnet ด้วย

6. Social networking

เวบไซท์สังคมเครือข่าย ประเภท Facebook, MySpace หรือ Twitter จะเปลี่ยนการสื่อสารของผู้คนกับคนอื่น ๆ แต่ในเวลาเดียวกัน ปัญหาหลัก ๆ คือ ข้อมูลส่วนตัวก็จะถูกเผยแพร่ออกไป หรือบางครั้งก็ถูกขโมยตัวตน การโจมตีประเภท SPAM, scams, scareware จะเพิ่มขึ้นทุกวัน

7. Social engineering

ยังคงเป็นเครื่องมือที่นิยมใช้กันมากมาทุกยุค สำหรับการทำ phishing ซึ่งในแต่ละปี จะมีการพัฒนาความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกลางปีนี้ ซึ่งจะมีการขยายโดเมนเนมเป็นภาษาต่าง ๆ รวมถึงภาษาญี่ปุ่น อารบิก ฮินดู และ กรีก ซึ่งตัวอักษรจะซับซ้อนกว่าเดิม

8. Zero-day exploits

เกิดขึ้นเมื่อผุ้โจมตีสามารถเข้าครอบครองระบบที่รู้ว่ามีช่องโหว่ แต่ไม่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งทำให้เป้นการโจมตีที่สุดแสนจะอันตราย การโจมตีแบบนี้ เดิมจะพบใน protocol ที่ค่อนข้างจะปลอดภัย เช่น SSL และ TLS

9. Cloud computing security threats

การใช้ cloud เช่น Internet Application ไม่ได้มีความปลอดภัยมากนัก อย่างไรก็ตาม จากข้อกำหนดเรื่องความปลอดภัยของการใช้Application ใน Cloud จะต้องบังคับให้มีการเข้ารหัสข้อมูลที่ส่ง ซึ่งจากแนวโน้มการเติบโตของ Cloud computing แล้ว นี่อาจจะเป็นปัญหาใหญ่อีกปัญหาหนึ่งเลยก็ได้

10. Cyber espionage

การจารกรรมข้อมูล เป็นภัยคุกคามที่เราได้เคยได้ยินมา มากต่อมาก ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องทางการเมือง หรือรัฐบาล ซึ่งอาจจะมีผลกระทบน้อยมากต่อธุรกิจทั่วไป แต่การเพิ่มขึ้นของภัยประเภทนี้ ก็เป็นที่น่าจับตามองเช่นกัน


ตามไปอ่านบทความเต็ม ๆ ได้ที่นี่ครับ

ที่มา : http://www.net-security.org/secworld.php?id=8709